POSTNEWS ONLINE "แค่เจตนายกให้ กรรมสิทธิ์ก็เปลี่ยนแล้ว" ศึกษากรณี ข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม

บทความทางกฎหมาย
เรื่อง "แค่เจตนายกให้ กรรมสิทธิ์ก็เปลี่ยนแล้ว"
ศึกษากรณี ข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

     ในทางนิติศาสตร์ “เจตนา” คือองค์ประกอบสำคัญและทรงพลังที่สุดในการก่อ เปลี่ยนแปลงโอนหรือระงับซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์     
แม้ว่าใน “ระบบกฎหมายที่ดิน” ของไทยจะให้ความสำคัญกับ “ระบบทะเบียน” เป็นแกนหลักเพื่อความมั่นคงแห่งสิทธิก็ตาม             
 แต่ในมิติของการ “อุทิศที่ดิน” เพื่อสาธารณประโยชน์หรือเพื่อการพระศาสนา เจตนาที่สละครอบครองหรืออุทิศยกให้ สามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางกรรมสิทธิ์ได้ทันที โดยพ้นจากกรอบบังคับแห่งแบบของนิติกรรมทั่วไป
คดีมหากาพย์ที่ดินมูลค่าพันล้านของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น เป็นหนึ่งในกรณีกระแสสังคมที่ยาวนานกว่า 30 ปี และเป็นบทเรียนทางกฎหมายชั้นครูที่จะอธิบายให้เห็นเด่นชัดว่า “เจตนาที่สุจริตนั้นแปรเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้อย่างไร”
1. สรุปข้อเท็จจริงคดีป้า ด. และที่ดินวัดป่าอดุลยาราม
จุดเริ่มต้นของกรณีพิพาทนี้ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2533 นาย ฮ. ผู้มีจิตศรัทธา ได้ทำ “หนังสือสัญญาอุทิศยกที่ดิน” โฉนดเลขที่ .............. ย่านกังสดาล ติดมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเนื้อที่ตามทะเบียนโฉนดประมาณ 21 ไร่เศษ แต่ว่า เนื้อที่ครอบครองและใช้ประโยชน์ทางกายภาพจริง ประมาณ 25–26 ไร่ ซึ่งปัจจุบันที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ในย่านทำเลทองที่มีมูลค่าประเมินและราคาซื้อขายในตลาดรวมกันสูง น่าจะถึง 1,200 ถึง 1,500 ล้านบาท
นาย ฮ. ได้ทำ “หนังสือสัญญาอุทิศยกที่ดิน” ผืนนี้ให้แก่คณะสงฆ์เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างศาสนสถานเพื่อเป็นวัดป่าปฏิบัติธรรม โดยการทำนิติกรรมในครั้งนั้นได้กระทำ ต่อหน้า “ นายอำเภอและเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดขอนแก่น” ซึ่งร่วมลงลายมือชื่อเป็นสักขีพยานและพยานรู้เห็นอย่างถูกต้อง
ต่อมาเมื่อ ศาสนสถานดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้มีประกาศจัดตั้งเป็น “วัดป่าอดุลยาราม” อย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2541 และได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางราชการยืนยันสถานะนิติบุคคลและการเป็นวัดโดยชอบด้วยกฎหมายคณะสงฆ์
ภายหลังจากนาย ฮ. เสียชีวิตลง ข้อพิพาทได้อุบัติขึ้นเมื่อทายาทสายหนึ่งนำโดย นางสาว ช. (หรือ ป้า ด.) และผู้จัดการมรดก ได้ออกมาเคลื่อนไหวทวงคืนที่ดินทั้งหมดคืน โดยอ้างสิทธิบน “ สารบัญทะเบียนหลังโฉนด” ว่าที่ดินผืนนี้ยังคงปรากฏชื่อของ นาย ฮ.เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และยังไม่มีการ “สลักหลังจดทะเบียนโอนนิติกรรม” ให้แก่ชื่อของวัดแต่อย่างใด ทายาทจึงอ้างสิทธิว่าที่ดินนี้ยังคงสถานะเป็น “ทรัพย์มรดก” ที่ต้องตกทอดแก่ทายาทตามกฎหมายมรดกและขอให้วัดย้ายออกไป
2. คำพิพากษาถึงที่สุด
           ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ฝ่ายทายาทของนาย ฮ. เคยได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อ ขับไล่วัดป่าอดุลยารามให้ออกจากที่ดินพิพาทผืนดังกล่าว โดยคดีนี้ได้รับการพิจารณาและต่อสู้คดีในระบบศาลอย่างละเอียดรอบคอบ จนกระทั่งศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดขอนแก่น) และศาลอุทธรณ์ (ศาลอุทธรณ์ภาค 4) ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ “ยกฟ้อง” โจทก์ (ฝ่ายทายาท)
โดยศาลได้วินิจฉัยพยานหลักฐาน ตลอดจนพฤติการณ์และเจตนาของนาย ฮ. ตลอดชีวิตของท่านอย่างรอบด้าน และพิพากษาว่า “ สิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ............. แปลงพิพาท ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดป่าอดุลยารามโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว” ทำให้คดีความถึงที่สุดตามกฎหมาย ฝ่ายทายาทไม่มีสิทธิครอบครองหรือมีสิทธิฟ้องขับไล่วัดใดๆ ได้อีกต่อไป
3. คำพิพากษาและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละไทม์ไลน์
   การแปรเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมูลค่าพันล้านผืนนี้ สามารถจำแนกและอธิบายตามหลักนิติศาสตร์ในแต่ละห้วงเวลาที่สอดคล้องกับพฤติการณ์จริงได้ 3 ระยะหลัก ดังนี้
3.1 พ.ศ. 2533 : สละสิทธิครอบครองเพื่ออุทิศให้แก่ศาสนสถาน
    เมื่อนาย ฮ. ได้ทำ “ หนังสือสัญญาอุทิศที่ดิน” ให้กับคณะสงฆ์พร้อม “ส่งมอบ”โฉนดที่ดินตัวจริงฉบับผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดเพื่อนำไปดำเนินการสร้างวัด ในทางกฎหมายลักษณะทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 กำหนดว่า “ ถ้าผู้ครอบครองสละเจตนาการครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไป การครอบครองย่อมสิ้นสุดลง” 
   การที่นาย ฮ. “ส่งมอบที่ดิน”และ “ส่งมอบโฉนดที่ดิน” จึงส่งผลให้สิทธิในที่ดินของเจ้าของเดิมถือว่า “สละขาด” ไปโดยเด็ดขาดทันที “นับแต่วันที่อุทิศ” ที่ดินจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างวัดทันที 
การได้มานี้สมบูรณ์ด้วย “ เจตนาสละและการอุทิศ” ให้แก่ศาสนสถานแล้ว โดยไม่ต้องทำนิติกรรมโอนทางทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ในขณะนั้น ทายาทจึงไม่มีสิทธิทวงคืนใดๆ
3.2 พ.ศ. 2541: การจัดตั้งวัดและสถานะที่ธรณีสงฆ์โดยชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อกระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้งเป็น “วัดป่าอดุลยาราม” โดยชอบด้วยกฎหมายและประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในปี พ.ศ. 2541 ที่ดินดังกล่าวจึงแปรสภาพเป็น “ที่วัด” หรือ “ที่ธรณีสงฆ์” ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 และมาตรา 35 โดยทันที ซึ่งกฎหมายสงฆ์มาตรา 34, 35 ได้บัญญัติความคุ้มครองที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์ไว้เป็นกรณีพิเศษทางมหาชนว่า
 “ ห้ามมิให้ผู้ใดโอนที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ เว้นแต่จะกระทำโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น และห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความการครอบครองขึ้นต่อสู้กับวัดหรือศาสนสมบัติ (ห้ามครอบครองปรปักษ์ที่ดินวัด) และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี”  
3.3 ประเด็น “สินสมรส” และ “สิทธิของภรรยา” (นาง น.): การให้สัตยาบันโดยปริยาย
หากจะยกประเด็นข้ออ้างว่า ที่ดินโฉนดแปลงนี้เป็น “สินสมรส” ระหว่างนาย ฮ. กับ นาง น. (ภรรยา) ซึ่งในการอุทิศยกที่ดินให้วัดเมื่อปี พ.ศ. 2533 ไม่ปรากฎว่ามีหนังสือยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากนาง น. ภรรยา นิติกรรมการจัดการสินสมรสดังกล่าว จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 และเปิดช่องให้ทายาทมีสิทธิ “ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการอุทิศให้” ดังกล่าวได้นั้น
 ในประเด็นนี้มีข้อกฎหมาย ดังนี้
- ข้อต่อสู้เรื่องอายุความฟ้องเพิกถอนสิ้นสุดลงแล้ว: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 กำหนดว่า การที่สามีหรือภริยาจัดการสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง หากคู่สมรสอีกฝ่ายประสงค์จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้น ต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ได้รู้เรื่องนิติกรรม หรือห้ามเกิน 10 ปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น 
ดังนั้น เมื่อนิติกรรมการอุทิศให้นี้กระทำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 และล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 30 ปี ย่อมพ้นกำหนดเวลา 10 ปีไปนานแล้ว สิทธิในการฟ้องขอเพิกถอนจึงระงับสิ้นไปตามผลของอายุความ
- การให้สัตยาบันโดยปริยายและการอุทิศร่วมกันตามพฤติการณ์: 

            ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี พฤติการณ์และข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทั้งตัวของนาง น. (ภรรยา) และทายาททุกคน ต่างรับรู้ถึงการจัดตั้งวัดป่าอดุลยาราม และยอมให้อดีตเจ้าอาวาสและทางวัดครอบครองทำประโยชน์ สร้างกุฏิ โบสถ์ ศาลาการเปรียญ ตลอดจนต้อนรับพุทธศาสนิกชนเข้ามาทำบุญโดยสงบเปิดเผย ไม่ปรากฏว่า มีการทักท้วงหรือโต้แย้งสิทธิใดๆ พฤติการณ์ดังกล่าวตามกฎหมายจึงถือเป็นการ “ให้สัตยาบันโดยปริยาย” เพื่อรับรองนิติกรรมยกที่ดินให้วัด (เทียบเคียงตามแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2529) และยิ่งไปกว่านั้น การนิ่งเฉยและร่วมอนุโมทนาทำบุญกับทางวัดตลอด 30 ปี ยังถือเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึง “เจตนาอุทิศที่ดินให้วัดโดยปริยายตามพฤติการณ์” (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2536) ร่วมกันด้วย ส่งผลให้นิติกรรมมีความสมบูรณ์เด็ดขาดตั้งแต่แรกเริ่ม กรรมสิทธิ์ไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นมรดกตกทอดได้อีก
4. หลักกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายและคำพิพากษา กับ ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงหลังโฉนด
ปัญหาหลักของคดีนี้เกิดขึ้นจากการขัดแย้งกันระหว่าง “ความปรากฏทางทะเบียนหลังโฉนด” และ “สิทธิทางกฎหมายตามความเป็นจริง” แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินผืนนี้ตกเป็นของวัดแล้วก็ตาม แต่ในสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดยังคงปรากฏชื่อของ นาย ฮ. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในทางปฏิบัติเพื่อให้สถานะทางทะเบียนสอดคล้องกับกฎหมาย ทางวัดจำต้องมีขั้นตอนดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน เพื่อให้ปรากฏชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หลังโฉนดเป็นชื่อของ “วัดป่าอดุลยาราม” ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือและการประสานงานผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และนายอำเภอเมืองขอนแก่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาที่สาธารณสมบัติและที่ดินศาสนสมบัติตามระเบียบกฎหมายที่ดิน
5. การได้มาซึ่งที่ดินของวัดเพื่อกิจการทางศาสนา :
ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 ระบุว่า 
 การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอารามต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี (ว่าการกระทรวงมหาดไทย) และให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่ ซึ่งที่ดินของวัดป่าอดุลยารามมีเนื้อที่แท้จริงประมาณ 21-26 ไร่ จึงสอดคล้องกับข้อกำหนดและกรอบการอนุญาตตามมาตรา 84 ทุกประการ 

6. ทางออกของปัญหา และข้อเสนอแนะเชิงระบบ :       
แม้วัดป่าอดุลยาราม จะได้ “กรรมสิทธิ์ที่ดิน” แปลงดังกล่าวโดยผลของกฎหมายและโดยผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดดังกล่าวแล้วก็ตาม อีกทั้ง “วัดป่าอดุลยาราม” เป็นวัดโดยชอบด้วยกฎหมายตามประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในปี พ.ศ. 2541 อันมีผลให้ ที่ดินแปลงดังกล่าวแปรสภาพเป็น “ที่วัด” หรือ “ที่ธรณีสงฆ์” ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 และมาตรา 35 แล้วก็ตาม แต่การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม จะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 ดังที่กล่าวแล้ว
ดังนั้น ทางวัดควรจะต้องเร่งประสานงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นและนายอำเภอเมืองขอนแก่น เพื่อขอเปลี่ยน “ สารบัญจดทะเบียนหลังโฉนด” จากชื่อ นาย ฮ. มาเป็นชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ของ “วัดป่าอดุลยาราม” ให้เสร็จสิ้นตามขั้นตอนตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อคุ้มครองสิทธิของวัดอย่างถาวร
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอย
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมที่ดิน ควรประสานความร่วมมือในระดับนโยบาย จัดทำโครงการสำรวจที่ดินวัดและที่ธรณีสงฆ์ทั่วประเทศที่มีประวัติการได้รับอุทิศแต่สารบัญทะเบียนหลังโฉนดยังตกค้างเป็นชื่อของบุคคลธรรมดา และจัดตั้งช่องทางพิเศษเพื่อพิจารณาอนุญาตการโอนที่ดินเพื่อการศาสนาตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอย่างเร่งด่วน การจัดตั้งระบบทะเบียนฐานข้อมูลกลางร่วมกันนี้ จะเป็นเกราะป้องกันและยุติข้อพิพาทลักษณะนี้ไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน      
ปล. - บทความทางกฎหมายเรื่องนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องและไม่ผูกพันกับองค์กรที่ผู้เขียนสังกัดแต่อย่างใด
- บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเท่านั้น ส่วนข้อพิพาททางคดี เรื่อง “บุกรุก” , แจ้งความเท็จ และอื่น ๆ ผู้เขียนไม่ก้าวล่วง


• นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
- อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1.
- ประธานกรรมการว่าด้วยโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) 
- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) 
20 ส.ค 2569

ความคิดเห็น