POSTNEWS ONLINE บทความทางกฎหมาย เรื่อง "หนูไม่รู้ หนูจะรอดไหม" โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

     บทความทางกฎหมาย เรื่อง "หนูไม่รู้ หนูจะรอดไหม" โดย อัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์


     ช่วงที่ผ่านมามีข่าวที่สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมไทย เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวชาวไทย หรือ “แอร์โฮสเตส” ถูกจับกุมที่สนามบินในประเทศออสเตรเลีย พร้อมของกลางเป็นยาเสพติดประเภทเฮโรอีนที่ซุกซ่อนไปในสัมภาระ

                  คำถามยอดฮิต “ถ้าหนูไม่รู้จริงๆ ว่าข้างในเป็นยาเสพติด หนูจะรอดไหม? ” 

                มาดูข้อกฎหมายของประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย กับข้ออ้าง “หนูไม่รู้”

                 บทเรียนจากคดี "แอร์สาวมีนา" แอร์โฮสเตสสาวที่ถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและพบยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) ซุกซ่อนฝังอยู่ในเนื้อผ้ากระเป๋าลายช้างอย่างแยบยล เพื่อเลี่ยงเครื่องสแกน

                  คดีในลักษณะนี้ ผู้ถูกจับกุมมักให้การภาคเสธว่า “มีคนฝากของมา” หรือ “รับหิ้วสินค้า OTOP มาโดยไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด” ซึ่งเป็นสิ่งที่แก๊งค้ายาข้ามชาติมักใช้ล่อลวงคนเดินทางหน้าใหม่ หรือบุคลากรที่เข้าออกเมืองสะดวก โดยเสนอเงินค่าจ้างหลักหมื่นและตบท้ายว่า "ตรวจสอบแล้วปลอดภัย" 

                   แต่เมื่อความจริงปรากฏที่ปลายทาง คำว่า "ไม่รู้" กลับกลายเป็นคำที่พิสูจน์ยากที่สุดในโลก

 เปิดข้อกฎหมายออสเตรเลีย : หลักการที่เข้มงวดกว่าที่คิด

๑. ข้อหา “ นำเข้ายาเสพติดภายใต้การควบคุมพรมแดนในปริมาณเพื่อการค้า (Importing a commercial quantity of a border-controlled drug) ตามมาตรา 307.2(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญาออสเตรเลีย

๒. ข้อหา “ ครอบครองยาเสพติดภายใต้การควบคุมพรมแดนในปริมาณเพื่อการค้า” (Possessing a commercial quantity of a border-controlled drug) ตามมาตรา 307.6(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญาออสเตรเลีย 

                 อัตราโทษสูงสุด: แต่ละข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดข้อหาละ 25 ปี ซึ่งรวมโทษจำคุกสูงสุดในคดีนี้ไม่เกิน 50 ปี (ประเทศออสเตรเลียไม่มีการลงทัณฑ์ด้วยโทษประหารชีวิต)

                 แนวทางการตัดสิน: ในทางปฏิบัติของกฎหมายออสเตรเลีย มักจะนับเป็นกรรมเดียวและลงโทษตามอัตราโทษสูงสุดของข้อหา จึงอาจถูกตัดสินจำคุกสูงสุดที่ 25 ปี ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์เจตนาในชั้นศาล

                  สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับจำเลยคือ อัยการออสเตรเลียไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าจำเลยรู้ชนิดยาเสพติดอย่างชัดเจน

                   กฎหมายออสเตรเลียกำหนด "องค์ประกอบความผิดทางจิตใจ" ไว้เป็น 2 ระดับ คือ:

1. Knowledge (รู้ตัว): จำเลยรู้ดีอยู่แล้วว่าถืออะไรมา

2. Recklessness (ความเพิกเฉยอย่างร้ายแรง): แม้จำเลยจะไม่รู้แน่ชัดว่าคืออะไร แต่ "ตระหนักรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง" ว่าอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังเลือกที่จะยอมรับความเสี่ยงนั้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

                     นอกจากนี้ ศาลออสเตรเลียยังมีหลักที่เรียกว่า "แกล้งไม่รู้" (Wilful Blindness) คือ ถ้าพฤติกรรมมันน่าสงสัยมาก (เช่น คนแปลกหน้าจ้างเงินหมื่นให้หิ้วเบาะรองนั่งไปออสเตรเลีย) แต่จำเลยกลับเจตนาปิดหูปิดตาตัวเองไม่ตรวจสอบ ศาลจะถือว่ามีความผิดทันทีและคำแก้ตัวว่าไม่รู้จะฟังไม่ขึ้น

                      ย้อนรอยบรรทัดฐานศาลสูงออสเตรเลีย : คดี He Kaw Teh อันลือลั่น

ในอดีต ศาลออสเตรเลียเคยเคร่งครัดมากถึงขนาดที่ว่า "แค่มียาเสพติดอยู่ในกระเป๋าก็ผิดแล้ว" โดยไม่ต้องดูเจตนา (Strict Liability) แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในคดี He Kaw Teh v The Queen (1985)

                      นาย He Kaw Teh ถูกจับพร้อมเฮโรอีน 2.7 กิโลกรัมซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทางที่มีพื้นสองชั้น เขาอ้างว่าไม่รู้เห็น ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 20 ปี แต่เขาไม่ยอมแพ้และสู้จนถึงศาลสูง (High Court) ซึ่งศาลสูงได้วางหลักการใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยว่า:

 “ ต้องมีเจตนาทางอาญา” (Mens Rea): คดีที่มีโทษร้ายแรง กฎหมายต้องสันนิษฐานว่า “ต้องมีความรับรู้” เสมอ


                      หน้าที่พิสูจน์เป็นของอัยการ: อัยการต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลย "รู้" ไม่ใช่ผลักภาระให้จำเลยพิสูจน์ว่า "จำเลยไม่รู้"



                      อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันศาลออสเตรเลียได้ "แก้ไขปัญหา" การหลุดพ้นคดีจากการอ้างว่าไม่รู้นี้ โดยการเปลี่ยนไปใช้วิธี "พิสูจน์พฤติการณ์แวดล้อม" แทน เช่น ความสัมพันธ์กับคนฝาก, น้ำหนักกระเป๋าที่ผิดปกติ, หรือค่าจ้างที่สูงเกินจริง

 หากมีพฤติการณ์เหล่านี้ ศาลจะดึง “ หลัก Recklessness หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” มาลงโทษจำเลยทันที ทำให้การรอดคดีด้วยคำว่า "ไม่รู้" แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในปัจจุบัน


                    เปรียบเทียบหลักกฎหมายและคำพิพากษาของไทย

                     ในประเทศไทย หลักเรื่อง “เจตนา” ก็เป็นหัวใจสำคัญเช่นกัน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 “ บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา และหากไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด จะถือว่ามีเจตนาไม่ได้” 

                    บรรทัดฐานที่มักถูกนำมาเทียบคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2543 ซึ่งศาลไทยพิพากษา “ยกฟ้อง” จำเลยที่รับฝากของที่มีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ประกอบ ได้แก่: ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี: ยืนรอให้ตรวจค้นปกติ ไม่ตื่นตระหนก

ให้การปฏิเสธทันที: ยืนยันความบริสุทธิ์ตั้งแต่ชั้นจับกุมว่าไม่ทราบ พยานโจทก์ไม่เพียงพอ: อัยการไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลย "รู้หรือควรรู้" ศาลก็จะพิพากษา “ยกฟ้อง”


                       ความแตกต่างที่สำคัญ: แม้หลัก” เจตนา” จะคล้ายกัน แต่ “หน้าที่การนำสืบ” ของทั้งสองประเทศมีระดับความเข้มข้นต่างกัน ศาลออสเตรเลียจะให้ความสำคัญกับหลัก "ความรับผิดชอบต่อสัมภาระ" ที่สูงมาก การอ้างว่า "รับหิ้ว" โดยไม่เปิดเช็คของข้างในจะถูกตีความเป็นความผิดฐานเพิกเฉย (Reckless)ได้ง่ายกว่าในระบบไทย

หลักการ Recklessness (ความเพิกเฉยหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง) ตามกฎหมายของออสเตรเลีย มีความแตกต่างอย่างนัยสำคัญจากหลัก "ความประมาท" ตามกฎหมายอาญาของไทย โดยเฉพาะในบริบทของคดียาเสพติด ดังนี้


                  1. นิยามและลักษณะของพฤติการณ์

                   ออสเตรเลีย (Recklessness): คือการที่จำเลยอาจไม่รู้แน่ชัดว่าของสิ่งนั้นคืออะไร แต่ "ตระหนักรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง (Substantial Risk)" ว่าสิ่งนั้นอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังเลือกที่จะยอมรับความเสี่ยงนั้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

                   นอกจากนี้ยังมีหลัก "แกล้งไม่รู้" (Wilful Blindness) คือการที่จำเลยเจตนาปิดหูปิดตาตัวเองไม่ตรวจสอบในพฤติการณ์ที่ปุถุชนควรสงสัย (เช่น รับจ้างคนแปลกหน้าหิ้วของ) ซึ่งศาลออสเตรเลียจะอนุมานว่าคือความ Reckless ทันที

                  ประเทศไทย (ความประมาท): ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ หมายถึง “ การกระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดย "ปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์" และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

                ดังนั้น มาตรฐานการระมัดระวังจึงต่ำกว่ามาตรฐานของวิญญูชน


2. ระดับความรับผิดในคดียาเสพติด

                   ออสเตรเลีย: ในคดีนำเข้ายาเสพติด อัยการไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เจตนา (Intent) ที่จำเลยต้องรู้ชนิดยา 100% เพียงพิสูจน์ว่าจำเลยมีความ Reckless ก็เพียงพอต่อการลงโทษแล้ว โดยศาลถือว่าความ Reckless คือ องค์ประกอบความผิดทางจิตใจ (Fault Element) ระดับหนึ่งที่ใช้ลงโทษในคดีอาญาร้ายแรงได้เท่ากับเจตนา

                 ประเทศไทย : หลักกฎหมายไทยให้ความสำคัญกับ "เจตนา" เป็นหลัก ตามมาตรา 59 วรรคสาม หากผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด (เช่น ไม่รู้ว่าในกระเป๋ามียาเสพติด) จะถือว่าผู้กระทำมีเจตนาไม่ได้

                   แต่หากความไม่รู้นั้นเกิดจากความประมาท จำเลยจะรับผิดฐานประมาทได้ก็ต่อเมื่อ "มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ต้องรับผิดแม้กระทำโดยประมาท"


                    แต่เนื่องจากความผิดฐาน “ค้ายาเสพติด” หรือ “ นำเข้า” ยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดส่วนใหญ่เป็นความผิดที่ต้องการ "เจตนา" ดังนั้นหากจำเลยพิสูจน์ได้ว่า “ไม่รู้” จริงๆ แม้จะประมาทที่ไม่เช็คของให้ดี ก็ “อาจจะ” หลุดพ้นจากข้อหาเจตนานำเข้ายาเสพติดก็อาจเป็นได้


                     3. หน้าที่การนำสืบและบรรทัดฐานศาล

                     ออสเตรเลีย: ศาลจะใช้วิธี "พิสูจน์พฤติการณ์แวดล้อม" เพื่อหักล้างคำอ้างว่าไม่รู้ เช่น ความสัมพันธ์กับคนฝาก น้ำหนักกระเป๋าที่ผิดปกติ หรือค่าจ้างที่สูงเกินจริง หากเข้าข่ายน่าสงสัยแต่จำเลยไม่ตรวจสอบ ศาลจะถือว่ามีความผิดฐาน Reckless ทันที

                     ประเทศไทย: ศาลไทยมักพิจารณาจากพฤติการณ์ประกอบ เช่น ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หรือให้การปฏิเสธทันที ฯลฯ

                     หากอัยการไม่สามารถพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลย "รู้หรือควรรู้" (ซึ่งในระบบไทยคำว่า "ควรรู้" มักต้องใกล้เคียงกับเจตนาเล็งเห็นผล) ศาลจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2543


                     สรุปความแตกต่าง: Recklessness ของออสเตรเลียเน้นที่ "การตระหนักถึงความเสี่ยงแล้วยังทำ" และถูกใช้ลงโทษหนักเท่าเจตนาในคดียาเสพติด ส่วนความประมาทของไทยเน้นที่ "ความบกพร่องในการระมัดระวัง" ซึ่งหากจำเลยในไทยขาดเจตนา (ไม่รู้ข้อเท็จจริง) แม้จะประมาทก็อาจจะรอดจากข้อหาหนักในคดียาเสพติดได้


                 วิเคราะห์ทางรอดของแอร์สาว : "หนูจะรอดไหม?"

หากวิเคราะห์ตามพยานหลักฐานในอดีต ทางรอดของจำเลยในศาลออสเตรเลียมีเพียงน้อยนิด (Acquittal) ซึ่งต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์อย่างสิ้นสงสัย (Honest and Reasonable Mistake) เช่น: ถูกสวมรอยหรือปลอมเอกสาร หรือ มีหลักฐานว่าบริษัทขนส่งถูกแอบอ้างชื่อโดยที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย , การถูกบังคับ (Duress): ต้องพิสูจน์ว่าถูกข่มขู่คุกคามต่อชีวิตอย่างร้ายแรงจนไม่มีทางเลือกอื่น เป็นต้น

                   ในคดีของแอร์สาว หากอัยการออสเตรเลียสามารถพิสูจน์ได้ว่า “ เธอรับจ้างขนของโดยได้ค่าตอบแทนที่สูงเกินปกติ หรือมีประวัติการติดต่อกับขบวนการค้ายา คำว่า "ไม่รู้" ของเธอจะถูกหักล้างด้วยหลัก "แกล้งไม่รู้" ทันที และโอกาสรอดแทบเป็นศูนย์

                  บทสรุปและข้อเสนอแนะ : “ สัมภาระของคุณ คือ ชีวิตของคุณ”

                  จากที่กล่าวมาทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่าระบบกฎหมายทั้งออสเตรเลียและไทยให้ความสำคัญกับ "เจตนา" แต่ในคดียาเสพติดข้ามแดน "ความเพิกเฉย" มีค่าเท่ากับ "เจตนา" 

                "ความไม่รู้" ไม่ใช่ “เกราะกำบัง” เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อคุณก้าวข้ามพรมแดนไปสู่ประเทศที่มีมาตรการเข้มงวดอย่างออสเตรเลีย การรักษาสติและไม่ประมาทคือทางรอดเดียวที่แท้จริง


  วรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

                   - อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1.

    - ประธานกรรมการว่าด้วยโฆษณา สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

                    - กรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

                    4 กรกฎาคม 2569



ความคิดเห็น