POSTNEWS ONLINE "อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.“ลุยส่งออกโมเดลใหม่สร้างรายได้ประเทศผนึกพันธมิตรอีคอมเมิร์ซไทยทั่วโลก ประเดิมตลาดจีนตั้งเป้าส่งออกทุเรียน-สินค้าเกษตรไทย2.5หมื่นล้าน พร้อมหนุนเอสเอ็มอี.บุกตลาดโลก
"อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.“ลุยส่งออกโมเดลใหม่สร้างรายได้ประเทศผนึกพันธมิตรอีคอมเมิร์ซไทยทั่วโลก ประเดิมตลาดจีนตั้งเป้าส่งออกทุเรียน-สินค้าเกษตรไทย2.5หมื่นล้าน พร้อมหนุนเอสเอ็มอี.บุกตลาดโลก
“อดีตรองนายกฯจุรินทร์”มั่นใจอีคอมเมิร์ซข้ามแดน(CBEC)คือทางรอดของประเทศ
“ชยดิฐ”ชี้ความร่วมมือ (Collaboration)ในระดับสากลคือ "ความไว้วางใจ" (Trust)ที่ไทยต้องสร้างให้ได้ในงานเอฟเคไอไอ.บิสสิเนสฟอรั่ม “มิติใหม่การส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดโลกและตลาดจีนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล” ที่สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา(TVA)
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน เอฟเคไอไอ.(FKI Thailand)ชี้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำที่สุดในอาเซียน และการส่งออกแบบดั้งเดิมที่กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน คาดว่าจะเติบโต0ปีนี้จะเติบโต0-2% ด้วยมูลค่าส่งออกต่ำกว่า12ล้านล้านบาท
เอฟเคไอไอ.และสถาบันทิวาจึงริเริ่มจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรอีคอมเมิร์ซ(FKII-TVA E-Commerce Alliance)ภายใต้โมเดลใหม่คือการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน(CBEC:Cross-Border E-Commerce)ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 250 ล้านล้านบาทโดยจะเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ เอฟเคไอไอ.ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทหางโจว หวั่งเฉา เทคโนโลยี เป็นพันธมิตรรายแรกในวาระปีที่51ของความสัมพันธ์ไทย-จีน (The 1st Thai-China E-commerce Alliance) ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI และโมเดลสตรีมมิ่งก์ผ่าน KOLs เจาะตลาดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในจีนกว่า 1,000 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดสตูดิโอไลฟ์สดที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อผลักดันการส่งออกทุเรียนและสินค้าไทยเป็นปฐมฤกษ์ในวันที่ 27 เมษายนนี้
“เป็นก้าวเล็กๆที่จะเปิดตลาดที่กว้างกว่าและใหญ่กว่าด้วยโมเดลการส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (CBEC:Cross-Border E-Commerce)ซึ่งจะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเช่นทุเรียน ผลไม้ไทย สินค้าเกษตร-อาหาร สินค้าเอสเอ็มอี.สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกแบบB2C”
นอกจากนี้เอฟเคไอไอ.ยังมีแผนขยายพันธมิตรอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มการส่งออกสู่ตลาดโลกโดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Tmall Global, JD Worldwide, Douyin (TikTok China), Amazon (USA), Allegro (Poland/East EU), Zalando (Fashion-EU), Flipkart (India), JioMart (India), Wildberries (Russia), Ozon (Russia&CIS) เป็นต้น
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "กลยุทธ์แพลตฟอร์มดิจิทัลส่งต่อสินค้าไทยสู่ตลาดจีนและตลาดโลก" โดยระบุว่าในปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 2.27 ล้านล้านบาท การพึ่งพาการส่งออกแบบดั้งเดิม (Offline Trade) จึงไม่เพียงพออีกต่อไป การทำธุรกิจการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (CBEC) จึงเส้นทางหลักในการขยายตลาด
นายจุรินทร์ ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจากการนำร่องไลฟ์สดขายผลไม้ไทยผ่านแพลตฟอร์ม Tmall ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมได้ถึง 16 ล้านคนภายในเวลาเพียง 15 นาที
“สินค้าไทยในยุคดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การสร้างคอนเทนต์และการเล่าเรื่อง (Storytelling) 2) การนำระบบ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด และ 3) ระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)
ในช่วงบรรยายพิเศษ “โอกาสในวิกฤตของไทย” นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKI Thailand ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตโลก (Perfect Storm) ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ประเทศไทยไม่ใช่พญามังกร หรือพญาอินทรี แต่คือ"กวางน้อย" ที่ต้องรู้จักปรับตัวให้อยู่รอด
นายชยดิฐ เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration) ในระดับสากลคือ "ความไว้วางใจ" (Trust) เพราะหากปราศจากสิ่งนี้ก็เหมือนรถยนต์ที่ไม่มีน้ำมัน พร้อมกันนี้ได้นำเสนอแนวคิด "สังคมสุขพอดี" ซึ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจแบบพอดี คือมีกำไรหล่อเลี้ยงธุรกิจได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น แทนการแข่งขันขับเคี่ยวเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว
ภายใต้การลงนาม MOU ครั้งนี้ บริษัท หางโจว หวั่งเฉา เทคโนโลยี ได้นำเสนอโมเดลธุรกิจรูปแบบ S2B2C ผ่านแบรนด์ "หลิวหว่านเต้า" (Liuwangdao) โดยมุ่งเน้นการยกระดับซัพพลายเชนทุเรียนไทย ด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ให้ผู้บริโภคชาวจีนรู้ลึกถึงแหล่งเพาะปลูก ผสานกับการจัดส่งระบบ Cold Chain ควบคุมอุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SF Express ที่การันตีการจัดส่งถึงหน้าบ้านผู้บริโภคภายใน 72 ชั่วโมง ตลอดจนการสร้างศูนย์ไลฟ์สด 8 แห่ง และใช้ KOLs มืออาชีพกว่า 100 คน ในการผลักดันยอดขายเป้าหมายการเติบโตในปี 2026-2028 พันธมิตรทั้งสองฝ่ายได้วางแผนกลยุทธ์ 3 ปี โดยตั้งเป้ายอดขาย (GMV) ทุเรียนไทยในปี 2026 ที่ 500 ล้านหยวน ก่อนที่จะขยายเครือข่ายช่องทางการขายเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านราย และผลักดันยอดขายรวมให้ถึง 5,000 ล้านหยวน ภายในปี 2028
งานสัมมนาในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหน่วยงานพันธมิตรจำนวนมาก ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวชฎาภา ชวนานนท์ เป็นนักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นายปองพล อดิเรกสาร อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต นายสรโชติ อำพันธ์วงษ์ รองประธานอาวุโสสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ผู้แทนสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) และผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) นายโฆสิต สุวินิจจิต อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล รองประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นายกสมาคมภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ นายพรพล เอกอรรถพร อดีตผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ นายกฤชฐา โภคาสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และ e-Commerce และผู้ประกอบการไทยหลายรายตอกย้ำให้เห็นถึงก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนผ่านวิถีการส่งออกสินค้าไทยสู่การค้ารูปแบบใหม่.






ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น